วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

แบตเตอรี่รถยนต์ ไม่ใช่แค่ถ่านไฟฉาย

แบตเตอรี่รถยนต์ ไม่ใช่แหล่งผลิตไฟฟ้า แต่เป็นเพียงไฟฟ้าสำรอง เลือกไม่ยุ่ง ดูแลไม่ยาก และไม่แพง แต่มีรายละเอียดไม่น้อย


แบตเตอรี่รถยนต์ไม่เหมือนถ่านไฟฉาย ไม่เหมือนถ่านแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือ (ที่มีแต่การใช้ไฟฟ้าออกไปอย่างเดียว เมื่อหมดแล้วก็ต้องเปลี่ยนทิ้ง)โดยเป็นเพียงไฟฟ้าสำร อง เมื่อเครื่องยนต์ติดและถูกใช้งาน ก็จะมีการประจุไฟฟ้าเพิ่ม และถูกใช้งานออกไปหมุนเวียนกัน เติมประจุไฟฟ้าเข้า-ออกจากแบตเตอรี่อยู่เสมอ มิได้ใช้ออกตลอดเวลาจนกว่าไฟจะหมด



ในกรณีที่แบตเตอรี่หมดต้องนับว่าเป็นความผิดปกติ ไม่ใช่หมดแบบถ่านไฟฉายทั่วไป
มี 2 กรณี คือ หมดเพราะเก็บไฟไม่อยู่-แบตเตอรี่หมดอายุ (หลังใช้แบตเตอรี่ไป 1.5-3 ปี) หรือระบบไดชาร์จบกพร่อง


รถยนต์ที่ใช้งานแบตเตอรี่ยังไม่หมด สภาพและระบบไดชาร์จปกติ แบตเตอรี่ไม่มีการหมดโดยมีการประจุและใช้ไฟฟ้าหมุนเว ียนกันตลอด แบตเตอรี่มีการใช้ไฟออกอย่างเดียวเฉพาะช่วง สตาร์ทเครื่องยนต์ ที่มีการจ่ายกระแสไฟฟ้าเข้าสู่ไดสตาร์ทและระบบต่าง ๆ ของเครื่องยนต์ เมื่อเครื่องยนต์ทำงานแล้ว ไดชาร์จ (หรือยุคใหม่เป็นอัลเตอร์เนเตอร์ แต่ก็ยังเรียกรวมว่าไดชาร์จ) ก็จะทำหน้าที่ประจุไฟฟ้าเข้าแบตเตอรี่อย่างต่อเนื่อง โดยมีคัตเอาต์ (ทั้งแบบแยกหรือแบบรวมกับตัวไดชาร์จ) ทำหน้าที่ควบคุมการตัดการประจุ เมื่อไฟฟ้าเต็มแบตเตอรี่และประจุต่อเมื่อไฟฟ้าในแบตเ ตอรี่ไม่เต็มหรือพร่องลง


ไดชาร์จ = อุปกรณ์ผลิตกระแสไฟฟ้า เมื่อถูกหมุนด้วยเครื่องยนต์/ผลิตไฟฟ้าเมื่อถูกหมุน
ไดสตาร์ท = อุปกรณ์ไปรับกระแสไฟฟ้าเข้าไปเพื่อสตาร์ทหมุนเครื่อง ยนต์แล้ว ก็หมดหน้าที่/รับกระแสไฟฟ้า เพื่อหมุนตัวเองและเครื่องยนต์


หากงงให้เปรียบเทียบดังนี้
บ้านที่มีการใช้น้ำ = รถยนต์-เครื่องยนต์ที่มีการใช้ไฟฟ้า
ปั๊มน้ำ = ไดชาร์จซึ่งทำหน้าที่ประจุไฟฟ้าโดยมีการแปรผันตามรอบ เครื่องยนต์ด้วยรอบต่ำ หรือจอดเดินเบาก็ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ไม่เต็มที่จนกว่าจ ะถึงรอบปานกลางขึ้นไป
ถังน้ำสำรอง = แบตเตอรี่ เมื่อปั๊มยังไม่ทำงานหรือทำงานแต่ไม่เพียงพอ (ไดชาร์จหมุนช้า หรือใช้ไฟฟ้ามาก ๆ เช่นตอนกลางคืน เปิดแอร์ ไฟหน้า เครื่องเสียงชุดใหญ่และที่ปัดน้ำฝน) เริ่มต้นด้วยการจ่ายน้ำเข้าสู่บ้าน (เครื่องยนต์ถูกสตาร์ทด้วยไดสตาร์ท) จากถังน้ำสำรอง (แบตเตอรี่) โดยปั๊มน้ำ (ไดชาร์จ) ยังไม่ทำงาน เมื่อเข้าสู่ระบบปกติ (เครื่องยนต์ทำงานแล้ว)
ปั๊มน้ำ (ไดชาร์จ) ก็ทำงานคอยส่งน้ำเข้าบ้าน พร้อมกับเสริมกลับเข้าสู่ถังน้ำสำรองที่พร่องลง ซึ่งก็แล้วแต่ว่าในตอนนั้นมีการใช้น้ำมากหรือน้อยกว่ ากำลังการปั๊มในตอนนั้น เช่น ถ้าปั๊มน้อย (ไดชาร์จหมุนรอบต่ำ-รถยนต์จอดนิ่ง) แต่มีการใช้น้ำมากกว่าการปั๊มก็ต้องดึงน้ำมาจากถังสำ รองมาใช้ควบคู่กัน เมื่อปั๊มแรงขึ้น (ไดชาร์จหมุนเร็ว) มีน้ำที่เหลือจากใช้งานแล้ว ก็จะถูกส่งกลับเข้าไปยังถังสำรองที่พร่องลง จนกว่าจะเต็ม

ถ้าเป็นไปตามวงจรนี้ไปเรื่อย ๆ ก็คือ เมื่อปั๊มได้เกินความต้องการและส่งกลับเข้าถังน้ำสำร องเต็ม (แบตเตอรี่) ปั๊มน้ำก็จะตัดการทำงาน (ไดชาร์จตัด โดยยังหมุนอยู่แต่ตัด ระบบการประจุไฟฟ้า ด้วยคัตเอาต์แบบในหรือนอกตัว) จนเมื่อ ๆ ใดที่ปั๊มไม่ทันหรือมีการใช้น้ำมากกว่าการปั๊ม ก็จะดึงน้ำจากถังสำรองมาใช้


ดังนั้นการที่มีถังน้ำสำรองใหญ่ ๆ ไว้จึงไม่ใช่เรื่องเสียหายเพราะเท่ากับว่ามีกำลังไฟฟ ้าสำรอง ไว้มากไม่ได้กินแรงปั๊ม (ไดชาร์จ) หรือทำให้ปั๊มทำงานหนักขึ้นแต่อย่างไร ปั๊มจะทำงานหนัก ก็ต่อเมื่อมีการใช้กระแสไฟฟ้ามากเกินกำลังของไดชาร์จ อยู่เกือบหรือตลอดเวลา




ไฟเตือนบนแผงหน้าปัด

ระบบการประจุไฟฟ้าของรถยนต์ทุกคันมีไฟสัญญาณเตือนบนแ ผงหน้าปัดแสดงเป็น ไฟรูปแบตเตอรี่โดยมิได้เป็นการเตือนว่าแบตเตอรี่หมดห รือเต็ม แต่เป็นการแสดงถึง ความปกติหรือผิดปกติของระบบไดชาร์จ
หากทุกอย่างปกติ เมื่อปิดกุญแจในจังหวะแรก ไฟเตือนต้องสว่างนิ่ง และเมื่อเครื่องยนต์ถูกสตาร์ท และทำงานแล้ว ไฟเตือนจะดับลงตลอดการขับ


ถ้าเครื่องยนต์ยังทำงานอยู่แล้วมีไฟเตือนสว่างขึ้น แสดงว่าระบบการประจุไฟฟ้าบกพร่อง
โดยแบ่งเป็น 2 กรณี คือ ไดชาร์จ (หรือระบบการประจุไฟฟ้าเสีย) หรือสายพานไดชาร์จขาด โดยต้องรีบจอดรถยนต์ในที่ปลอดภัยเพื่อลงมาเปิดฝากระโ ปรงตรวจดูสายพานเป็นอย่างแรก ถ้าสายพานไม่ขาด แสดงว่าระบบไดชาร์จเสีย แต่ยังมีไฟฟ้าสำรองในแบตเตอรี่อยู่ สามารถขับต่อไปได้ในช่วงสั้น ๆ ประมาณกว่า 5 กิโลเมตร และนี่ก็คือการดึงไฟฟ้าจากแบตเตอรี่มาใช้อย่างเดียวไ ม่มีการประจุไฟฟ้ากลับเข้าไป จึงควรปิดอุปกรณ์ที่ต้องใช้ไฟฟ้าลงทั้งหมด เช่น แอร์ เครื่องเสียง ฯลฯ เพื่อให้มีการ ดึงไฟฟ้าออกจากแบตเตอรี่ช้าและน้อย ทำให้รถยนต์ยังแล่นต่อไปได้ระยะทางมากที่สุด ถ้าการจราจรไม่ติดขัดมาก และแบตเตอรี่ลูกใหญ่พอสมควร ส่วนใหญ่ไปได้เกิน
10 กิโลเมตร เพื่อนำรถยนต์ไปซ่อมแซมระบบไดชาร์จ


ถ้าสายพานขาด เดาได้ว่าระบบการประจุไฟฟ้าไม่เสีย แต่เมื่อไดชาร์จไม่มีการหมุน เพราะสายพานขาดจึงไม่มีผลิตกระแสไฟฟ้า ต้องดูให้ละเอียดลงไปอีกว่า สายพานเส้นที่ขาดนั้น เกี่ยวข้องกับระบบสำคัญของเครื่องยนต์หรือไม่ ถ้าสายพานเส้นที่ขาด ขับคอมเพรเซอร์แอร์ หรือปั๊มของระบบพวงมาลัยเพาเวอร์ด้วย ก็ยังทนขับแบบร้อน ๆ หรือพวงมาลัยหนัก ๆ ได้อีกหลายกิโลเมตร คล้ายกับกรณีสายไฟฟ้าบกพร่อง


หากสายพานเส้นที่ขาดต้องใช้ในการขับเคลื่อนปั๊มน้ำใน ระบบระบายความร้อนด้วย (ส่วนใหญ่เป็นเช่นนั้น) ก็จะสามารถขับต่อไปในระยะทางสั้นมากเพื่อหลบหลีกการจ ราจร หรืออันตรายได้เท่านั้นโดยต้องดูมาตรวัดความร้อนของเ ครื่องยนต์ ถ้าความร้อนขึ้นสูงมาก ต้องรีบจอดดับเครื่องยนต์


กรณีที่ไฟเตือนไม่ขึ้นหลังบิดกุญแจจังหวะแรกต้องตรวจ สอบว่าระบบไดชาร์จบกพร่อง หรือหลอดไฟเตือนขาด หากใช้รถยนต์ปกติแล้วมีไฟเตือนสว่างริบหรี่แสดงว่า ระบบการประจุไฟฟ้าไม่เพียงพอต่อการใช้งาน ซึ่งมักจะเกิดขึ้นเมื่อมีการติดตั้งอุปกรณ์ ที่ใช้ไฟฟ้ามากขึ้น


ทำไมแบตเตอรี่หมด

ถ้าไดชาร์จปกติแบตเตอรี่ไม่เสื่อม แล้วไม่มีการติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าเพิ่มเติมจนกินกระแส ไฟฟ้ามากเกินไปแบตเตอรี่จะไม่มีการหมด นอกจากในเครื่องยนต์รอบเดินเบา ไดชาร์จ ผลิตไฟฟ้าได้น้อยกว่าการใช้อยู่มาก และจอดนิ่งนานหลายชั่วโมง แบตเตอรี่อาจหมดได้ ซึ่งไม่ค่อยพบปัญหานี้ในการใช้งานบนสภาพจราจรปกติ เพราะในการใช้รถยนต์ เมื่อมีการใช้ไฟฟ้าจากสารพัดอุปกรณ์ เช่น เครื่องยนต์แอร์ เครื่องเสียง ไฟฟ้าส่องสว่าง ฯลฯ ก็จะมีไดชาร์จคอยส่งไฟฟ้าที่เหลือจากการใช้เพิ่มกลับ เข้าไปสู่แบตเตอรี่อยู่ตลอด


หากแบตเตอรี่หมด เพราะไดชาร์จผิดปกติ คือผลิตไฟฟ้าไม่เพียงพอ แต่แบตเตอรี่ ยังไม่หมดสภาพก็มีการดึงไฟฟ้าออกจากแบตเตอรี่ไปใช้เร ื่อย ๆ ก็แค่ซ่อมแซม ระบบไดชาร์จให้เป็นปกติ ใช้เครื่องประจุแบตเตอรี่ให้เต็ม หรือทำให้เครื่องยนต์ติด แล้วให้ไดชาร์จประจุไฟฟ้าเข้าสู่แบตเตอรี่ (ช้าหน่อย) ก็สามารถใช้งานได้ตามปกติ (มักไม่ค่อยเกิดปัญหานี้)
หลังจอดรถยนต์ไว้ ถ้าแบตเตอรี่หมดหรือกระแสไฟฟ้าอ่อนลงมากจนไดสตาร์ท หมุนเครื่งยนต์ไม่ไหว ขณะที่ระบบไดชาร์จและเครื่องยนต์ปกติ แสดงว่า แบตเตอรี่หมดสภาพ


ถ้าจำเป็นและพอมีกระแสไฟฟ้าในแบตเตอรี่เหลือเพียงพอส ำหรับเครื่องยนต์ เช่น
ระบบหัวฉีด ปั๊มส่งน้ำมันเชื้อเพลิง ฯลฯ และเป็นระบบเกียร์ธรรมดา ก็สามารถเข็นใส่เกียร์ 2 พอเข็นได้เร็วค่อยถอนคลัตช์พร้อมกดคันเร่ง เครื่องยนต์ก็จะกระตุกติดทำงานได้ หากไม่มีคนช่วยเข็นรวมถึงรถยนต์ระบบเกียร์อัตโนมัติต ้องใช้รถยนต์อีกคันที่ติด เครื่องยนต์ไว้หรือยกแบตเตอรี่พ่วงเข้าด้วยกันอย่างร ะมัดระวังเมื่อเครื่องยนต์สตาร์ทติด ก็เลิกพ่วง แม้แบตเตอรี่เสื่อมหรือเก็บไฟฟ้าไม่อยู่ แต่ถ้าระบบไดชาร์จเป็นปกติ และเครื่องยนต์ทำงานแล้วก็จะสามารถขับต่อเนื่องไปได้ ตลอด โดยควรเร่งรอบเครื่องยนต์ ตอนจอดไว้หน่อย เพื่อให้ไดชาร์จผลิตไฟฟ้าได้มากขึ้น แต่ต้องระวังไม่ให้เครื่องยนต์ดับ เพราะเมื่อดับแล้วก็ต้องลุ้นกันอีกครั้งว่า ไฟฟ้าในแบตเตอรี่จะมีพอ สำหรับไดสตาร์ท หมุนเครื่องยนต์อีกครั้งหรือไม่


นอกจากการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในกรณีนี้ ด้วยการเข็นกระตุกเครื่องยนต์ หรือการพ่วงแบตเตอรี่แล้ว การแก้ไขถาวรที่ดี คือ เปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่


เปลี่ยนแบตเตอรี่ลูกใหญ่ แอมป์สูงดีไหม
เมื่อแบตเตอรี่หมดสภาพหรือมีการติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าเ พิ่มขึ้นแล้วค่อยคิดถึงคำถามนี้ ถ้าแบตเตอรี่ไม่หมดสภาพในขณะที่ยังไม่ได้เพิ่มอุปกรณ ์ไฟฟ้าต่าง ๆ การเปลี่ยนแบเตอรี่ ลูกใหญ่-แอมป์สูง ถือเป็นความสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ เพราะผู้ผลิตรถยนต์ได้คำนวณ และเลือกขนาดของแบตเตอรี่ต่ำพอเหมาะอยู่แล้ว


หากแบตเตอรี่หมดสภาพแล้วต้องเปลี่ยนใหม่ แล้วมีช่องพอสำหรับแบตเตอรี่ใหญ่ และแบตเตอรี่ลูกเดิมมีแอมป์ไม่สูงนักก็ควรเปลี่ยนลูก ใหญ่-แอมป์สูงขึ้น (เสมือนมีถังน้ำสำรองใหญ่ขึ้น) เพราะ 4 เหตุผล คือ
1. ราคาแพงขึ้นไม่กี่ร้อยบาท
2. มีกำลังไฟฟ้าสำรองมากขึ้น
3. มีกำลังไฟฟ้าแรงขึ้น
4. ไม่ได้ทำให้ไดชาร์จทำงานหนักขึ้นหรือพังเร็ว
สรุปคือ มีแต่บวกไม่มีลบเลย นอกจากเสียเงินเพิ่มไม่กี่ร้อยบาท


เครื่องยนต์ยุคใหม่ที่ใช้ระบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิง และอุปกรณ์อื่นได้กระแสไฟฟ้าที่มีแอมป์สูงย่อมทำงานไ ด้ดีขึ้น


หากต้องจอดนิ่งเครื่องยนต์เดินเบาบนการจราจรติดขัดนา น ๆ ไดชาร์จได้น้อย ก็มีพลังไฟฟ้าสำรองมากขึ้น รถยนต์ทุกรุ่นอย่าเลือกเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่มีแอมป์ต่ ำลงจาก มาตรฐาน และถ้ามีโอกาสควรเลือกแบตเตอรี่ลูกใหม่ที่มีแอมป์สูง ขึ้นประมาณ 10-30 แอมป์ โดยดูจากตัวเลขที่ระบุบนตัวแบตเตอรี่


การประจุไฟฟ้าสู่แบตเตอรี่ในครั้งแรกสุดหรือครั้งใด ๆ ไม่ใช่เป็นการประจุจากไดชาร์จ ควรใช้วิธีชาร์จช้า ประมาณ 5-10 ชั่วโมงขึ้นไป เพื่อให้แบตเตอรี่ไม่เสื่อมสภาพง่าย แต่ทางร้านมักใช้วิธีชาร์จเร็วเพื่อรีบบริการลูกค้า และจะทำให้แบตเตอรี่ลูกนั้น
มีอายุไม่มาก ต้องเวียนมาเปลี่ยนใหม่เร็วขึ้นเล็กน้อย


อายุการใช้งานแบตเตอรี่ 1.5-3 ปี
แบตเตอรี่ทั่วไปมีอายุการใช้งานประมาณ 1.5-3 ปี เท่านั้น โดยดูได้จากตัวเลขที่ตอกลง บนตัวแบตเตอรี่ ซึ่งส่วนใหญ่ร้านค้าจะมีการตอกเอง โดยปกติ เมื่อเกิน 1.5-2 ปี ก็ถือว่า คุ้มค่าแล้วสำหรับแบตเตอรี่ทั่วไปที่ผลิตในประเทศและ จำหน่ายในราคาลูกละ 1,000 กว่าบาท


เมื่อเกินอายุ 2-2.5 ปี ถ้ากังวลให้ถือโอกาสเปลี่ยนก่อนก็ไม่สิ้นเปลืองมากนั ก แบตเตอรี่-แอมป์สูง มักมีขนาดใหญ่ขึ้น จึงควรคำนึงถึงขนาดของฐานที่จะวางลงไป เมื่อแบตเตอรี่ลูกใหญ่-แอมป์สูงขึ้น ไม่จำเป็นต้องยุ่งยากถึงกับดัดแปลงฐานที่จะวาง หากไม่ต้องการแบตเตอรี่ลูกใหญ่-แอมป์สูงมากจริง ๆ เลือกขนาดเท่าที่พอจะวางได้ก็พอ


ชนิดของแบตเตอรี่
มี 2 ชนิดหลัก คือ แบตเตอรี่แบบเปียก และแบบแห้ง
แบบเปียก (ใช้กันส่วนใหญ่) แบ่งเป็น 2 แบบย่อย คือ ต้องเติมและดูแลน้ำกลั่นบ่อย (อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง) และแบบดูแลไม่บ่อย (MAINTAINANCE FREE) กินน้ำกลั่นน้อยมาก โดยทั้ง 2 แบบจะมีฝาปิดเปิดสำหรับเติมน้ำกลั่น มีอายุการใช้งาน ประมาณ 1.5-3 ปี
แบบแห้ง ทนทาน ราคาแพง ไม่ต้องเติมน้ำกลั่น มีอายุการใช้งานมากกว่าแบบเปียก ประมาณ 3-6 เท่าหรือประมาณ 5-10 ปี


ขี้เกลือขั้วแบตเตอรี่
อาจมีการขึ้นขี้เกลือ ซึ่งช้ามาก และทำให้การส่งกระแสไฟฟ้าด้อยลง การทำความสะอาดที่ดี ต้องถอดขั้วออกและทำความสะอาดทั้งขั้วบนแบตเตอรี่และ ขั้วบนสายไฟฟ้า พร้อมเคลือบด้วยจาระบีหรือน้ำมันเครื่อง
ถ้าไม่มีความรู้เชิงกลไก ใช้น้ำอุ่นราดผ่านก็เพียงพอในระดับหนึ่ง


ตรวจน้ำกลั่นทุกสัปดาห์
ควรตรวจระดับน้ำกลั่นในแบตเตอรี่ทุกสัปดาห์ ควรเติมให้ได้ระดับ โดยถ้าแบตเตอรี่ มีผิวด้านข้างใส ก็ส่องดูได้ แต่ถ้าผิวทึบหรือเล็งด้านข้างไม่สะดวก เติมน้ำกลั่นให้ท่วม แถบแผ่นธาตุไว้ประมาณ 1 เซนติเมตร อย่าใช้น้ำกรองหรือใช้น้ำที่ไม่ใช่น้ำกลั่นเติม แบตเตอรี่เพราะจะทำให้แบตเตอรี่มีอายุการใช้งานสั้นล ง


แบตเตอรี่รถยนต์ ไม่แพง เสียยาก ดูแลง่าย แต่อย่ามองข้าม เพราะเป็นพลังไฟฟ้าสำรอง ในรถยนต์ทุกคัน

วันพุธที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

กระจกชอบน้ำ"เทคโนโยลีใหม่ที่ควรรู้จัก

ในช่วงฤดูฝนอุบัติเหตุทางถนนมักเกิดได้ง่ายกว่าในช่ว งปกติ เพราะนอกจากพื้นถนนที่ลื่นทำให้ยากแก่การควบคุมแล้ว เม็ดฝนที่เกาะเป็นหยดน้ำบนผิวกระจกยังบดบังทัศนะวิสั ยในการมองเห็นของผู้ขับขี่ ยิ่งเฉพาะกระจกข้างรถยนต์แล้วยังมีปัญหาในการลดการเก าะของหยดน้ำมากทีเดียว

แต่ล่าสุดทีมวิจัยกลุ่มฟิลม์บางแสง(optical thin film) หน่วยปฏิบัติการวิจัยเทคโนโลยีโฟโทนิกส์ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ สวทช. ได้พัฒนา“กระจกชอบน้ำ” หรือ hydrophilic mirror สำหรับใช้ผลิตกระจกข้างรถยนต์ มีคุณสมบัติกระจายตัวของหยดน้ำ ลดฝ้ามัว เพิ่มความชัดเจนและคมชัดในการมองรถด้านหลังในระหว่าง การขับรถกรณีที่ฝนตกได้ดีขึ้น

นายมติ ห่อประทุม และทีมวิจัยกลุ่มฟิลม์บางแสง (optical thin film) หน่วยปฏิบัติการวิจัยเทคโนโลยีโฟโทนิกส์ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ สวทช. กล่าวว่า กระจกทั่วไปเมื่อโดนน้ำฝนจะมีลักษณะเป็นหยดน้ำเม็ดให ญ่ๆทำให้มองเห็นได้ยาก แต่กระจกที่ทีมวิจัยพัฒนาขึ้นได้มีการใช้เทคโนโลยีกา รเคลือบแบบสปัตเตอริ่ง (Sputtering) เพื่อเคลือบฟิล์มบางไทเทเนียมไดออกไซด์ (TiO2) เป็นชั้นหนา 200 นาโนเมตร และ ซิลิกอนไดออกไซด์ (SiO2) หนา 20 นาโนเมตรไว้บริเวณที่ผิวหน้ากระจก

ซึ่งเมื่อกระจกดังกล่าวได้รับแสงแดด แสงจะกระตุ้นให้อนุภาคที่เคลือบไว้เกิดปฏิกิริยาแตกต ัวเป็นประจุได้ เมื่อฝนตกมีน้ำมาเกาะ ประจุดังกล่าวจะทำปฏิกิริยากับโมเลกุลของน้ำ(H2O) และเหนี่ยวนำให้เกิดกลุ่มไฮดรอกซิล ไอออน (Hydroxyl ions, OH-) ซึ่งมีคุณสมบัติ“ชอบน้ำ” ทำให้น้ำที่เกาะแผ่แบนบนผิวกระจก ช่วยให้แห้งเร็ว ไม่รวมตัวเป็นหยดน้ำเม็ดใหญ่ๆ หรือหากโดนไอน้ำก็จะไม่ทำให้แผ่นกระจกเกิดการฝ้ามัว


นอกจากนี้สารไทเทเนียมไดออกไซด์ยังมีคุณสมบัติพิเศษช ่วยทำความสะอาดสารอินทรีย์ที่มาเกาะที่พื้นผิวได้ กระจกจึงสามารถทำความสะอาดตัวเอง ที่สำคัญแม้สารเคลือบกระจกจะทำงานเมื่อได้รับแสงแดด แต่ก็ไม่ต้องกังวลในการขับรถตอนกลางคืน เพราะแม้กระจกจะได้รับแสงแดดช่วงกลางวันเพียงครั้งเด ียว ก็สามารถรักษาสภาพชอบน้ำได้มากกว่า 1 สัปดาห์

นายมติ กล่าวว่า กระจกชอบน้ำที่พัฒนาขึ้นจะมีการนำไปประยุกต์ใช้ในการ ผลิตกระจกข้างรถยนต์สำหรับมองหลัง เพราะกระจกหน้ารถยนต์เหมาะสำหรับสภาพหยดน้ำที่เป็นก้ อนกลมๆอยู่แล้ว เนื่องจากเวลาขับรถเมื่อหยดน้ำโดนลมจะวิ่งขึ้นไปด้าน บน ขณะที่กระจกมองข้างไม่โดนลมจึงทำให้หยดน้ำเกาะอยู่มา ก ซึ่งขณะนี้ได้มีการประสานทำงานวิจัยร่วมกับในภาคอุตส าหกรรมบ้างแล้ว

สำหรับงานวิจัยในขั้นต่อคือการศึกษาความคงทนของการเค ลือบสารเพื่อให้มีการใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพม ากขึ้น และคาดว่าในอนาคตจะมีการนำไปทดลองใช้กับกระจกอาคาร เพราะว่าฟิลม์สามารถทำความสะอาดด้วยอนุภาคของตัวเอง และจะช่วยให้ทัศนะวิสัยในการมองทิวทัศน์ด้านนอกได้ดี ขึ้น เป็นต้น นับเป็นหนึ่งในความก้าวหน้าของงานวิจัยไทยที่จะช่วยเ พิ่มความปลอดภัยให้ผู้ขับขี่บนท้องถนนมากยิ่งขึ้น

วันศุกร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2553

เข็มขัดนิรภัยในรถยนต์

เข็มขัดนิรภัยในรถยนต์เป็นอุปกรณ์ชนิดหนึ่ง ที่ช่วยเสริมสร้างความปลอดภัยให้กับ ผู้ขับขี่และผู้โดยสารรถยนต์ ซึ่งหากเกิดอุบัติเหตุเข็มขัดนิรภัยจะช่วยรั้งผู้ขับ ขี่ หรือผู้โดยสาร ให้ติดกับเบาะที่นั่ง ไม่กระเด็นออกนอกตัวรถหรือไปกระแทกกับส่วนของรถยนต์

สำหรับในประเทศไทยของเรา ได้มีการประกาศใช้กฎหมายที่บังคับให้ผู้ขับขี่รถยนต์ และผู้โดยสาร ที่นั่งตอนหน้าทุกคน ต้องคาดเข็มขัดนิรภัยทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2540

และก่อนจะมาเป็นเข็มขัดนิรภัยในรถยนต์ เข็มขัดนิรภัยได้ถูกนำมาใช้ครั้งในสมัยสงครามโลกครั้ งที่ 1 โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อป้องกันนักบินตกหล่นลงมาจากเคร ื่องบินในขณะบิน เพื่อทำการต่อสู้ทางอากาศ ซึ่งมีการบินโฉบเฉี่ยวไปมา รวมทั้งพลิกลำตัวเครื่องบิน และด้วยความปลอดภัยนี้เอง เข็มขัดนิรภัย จึงถูกพัฒนามาเป็นเข็มขัดนิรภัยในรถยนต์

ปัจจุบันเข็มขัดนิรภัยในรถยนต์มี 3 ประเภท คือ

ประเภทที่ 1 เป็นเข็มขัดนิรภัยแบบยึด 4 จุด มีลักษณะเป็นสายเข็มขัดที่ยึดติกับบริเวณของพื้นรถ 2 จุด เพื่อคาดบริเวณตักและอีก 2 จุด ยึดจากโรลบาร์ผ่านเบาะนั่งคนขับ มาบรรจบกับ 2 จุดแรก เข็มขัดนิรภัยแบบนี้นิยมใช้ในรถแข่ง เพราะให้ความปลอดภัยแก่นักแข่งรถสูงสุด

ประเภทที่ 2 เป็นเข็มขัดนิรภัยแบบยึด 3 จุด มีลักษณะเป็นสายเข็มขัดที่ยึดจากเสากลางหนึ่งจุด และยึดจากพื้นรถอีก 2 จุด เมื่อคาดเข็มขัดนิรภัยสายเส้นหนึ่ง จะคาดผ่านบริเวณไหล่ของคนนั่ง ส่วนอีกเส้นหนึ่งจะคาดผ่านบริเวณตัก ซึ่งเข็มขัดนิรภัยแบบยึด 3 จุดนี้นิยมใช้ในรถยนต์ทั่วไป โดยติดตั้งที่เบาะนั่งสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอ นหน้า

ประเภทที่ 3 เป็นเข็มขัดนิรภัยแบบยึด 2 จุด มีลักษณะเป็นสายเข็มขัดที่ยึดจากพื้นรถด้านหนึ่ง ไปอีกด้านหนึ่ง โดยคาดผ่านบริเวณตัก เข็มขัดนิรภัยแบบยึด 2 จุด มักจะใช้กับ ที่นั่งผู้โดยสาร ตอนหลัง แต่รถยนต์รุ่นใหม่บางรุ่นได้มีการเปลี่ยนเข็มขัดนิรภ ัยสำหรับผู้โดยสารที่นั่งตอนหลัง จาก 2 จุด เป็น 3 จุด ทั้งนี้เพื่อให้ผู้โดยสารที่นั่งตอนหลังมีความปลอดภั ยมากยิ่งขึ้น


ฉะนั้นเมื่อก้าวขึ้นรถไม่ว่า จะเป็นผู้ขับขี่หรือผู้โดยสารควรคาดเข็มขัดนิรภัยทุก ครั้ง โดยฝึกให้เกิดความเคยชิน ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ของตัวคุณเอง

วันอาทิตย์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2553

เมื่อเซ็นเซอร์ ABS สกปรก

เมื่อ ก่อนนี้จำได้เลยว่าระบบป้องกันล้อล็อคหรือ ABS : Anti-lock Braking System นั้นเป็นอะไรที่ค่อนข้างแปลกใหม่พอสมควร เพราะถ้าไม่ใช่รุ่นราคาแพงหรือตัวท้อปแล้วล่ะก็ ยากที่จะได้ใช้ครับ แต่ในยุคปัจจุบันนั้นไม่ใช่เลย เพราะไม่ว่าจะเป็นรถราคาถูกหรืออ๊อปชั่นน้อยแค่ไหน ก็จะมีระบบ ABS ไว้คอยรับใช้เสมอ ซึ่งก็เป็นธรรมดาที่พอมีระบบหรืออุปกรณ์อะไรใหม่เพิ่มเข้ามา ก็จะต้องการการดูแลรักษาเพิ่มขึ้นตามไปด้วยอีกนิดล่ะครับ
ถ้า ไฟเตือน ABS โชว์ โดยที่ระบบเบรคยังปกติ ก็อาจเป็นได้ว่าเซ็นเซอร์ ABS มันมอมแมมจนไม่อาจจะปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างที่ควรจะเป็น (นอกเหนือไปจากตัวเซ็นเซอร์หรือกล่องควบคุมเจ๊ง) แต่ “นาย T” คิดว่าถึงไฟเตือน ABS จะยังไม่โชว์
(แต่ใช้มาสักพักใหญ่ๆ) ก็สามารถ
ถอดเอาเซ็นเซอร์ออกมาทำความ
สะอาดได้ทุกเมื่อเช่นกันครับ ถ้ามือ
ซนและไม่เคยถอดเอาเจ้าเซ็นเซอร์
ดังกล่าวออกมาอาบน้ำเลยล่ะก็ (น้ำ
ที่มีดิน-โคลนติดมาด้วยนั้นไม่นับนะ
ครับ) จัดการเตรียมเครื่องไม้เครื่อง
มือไว้ได้เลยครับ เท่าที่ต้องใช้ก็จะมี
ประแจหรือกากบาทถอดน็อตล้อ, แม่
แรง+ตัวขัน, สามขา (เอาไว้รองตัว
รถแทนแม่แรงครับ), ประแจแหวน
หรือตัว T เบอร์ 10 กับ 12 และถุง
มืออีกคู่ครับ
แต่ “นาย T” บอกได้เลยครับว่างานนี้เหนื่อยพอสมควรเลยทีเดียว เพราะตำแหน่งของเซ็นเซอร์นั้นจะอยู่แถวๆ คอม้า ที่หากจะเอาออกมาทำความสะอาด ก็จะต้องถอดล้อออกด้วยนั่นเองครับ เริ่มตั้งแต่หาพื้นที่ราบได้ระดับ สำหรับการตั้งแม่แรงเพื่อยกรถขึ้น แต่อันนี้ต้องดูด้วยนะครับว่าแม่แรงที่ใช้นั้นเป็นรุ่นแบบไหน เพราะถ้า
ถ้าเป็นแม่แรงไฮดรอลิคตัวใหญ่ ที่
สามารถยกรถขึ้นและใช้สามขารองที่
จุดขึ้นแม่แรงได้ทั้ง 2 ฝั่ง อันนี้ก็ง่าย
หน่อย แต่ถ้าเล่นกับแม่แรงติดรถ ก็
ต้องแบ่งพื้นที่ที่สำหรับสามขาไว้รอง
รับน้ำหนักด้วย เพราะ “นาย T” ไม่
แนะนำให้ใช้แม่แรง (ติดรถ) เพียงตัว
เดียวในการยกรถขึ้น เพราะอาจเสี่ยง
ต่อการที่แม่แรงจะล้มพับได้นั่นเองล่ะ
ครับ ถ้าไม่สะดวกในเรื่องเครื่องไม้
เครื่องมือหรือสถานที่ เข้าอู่ที่ซี้ๆ หรือ
ศูนย์บริการดีกว่าครับ
หลัง จากที่ปลดระวางล้อออกจากดุมแล้ว ก็จะเห็นเซ็นเซอร์ ABS แล้วล่ะครับ จุดสังเกตนั้นก็ไม่ยากเลยครับ เจ้าอุปกรณ์ชิ้นนี้จะมีสายไฟต่อท้ายอยู่ด้วย เนื่องชิ้นส่วนต่างๆ ของช่วงล่างส่วนใหญ่จะไม่มีสายไฟมาเกี่ยวข้อง ก็เลยเป็นจุดสังเกต
ได้ง่ายกว่าชิ้นอื่นๆ นั่นเองครับ โดย
จะมีน็อตยึดอยู่ประมาณ 2-3 ตัว พอ
ถอดออกเจ้าเซ็นเซอร์ก็พร้อมจะไป
กับเราแต่โดยดีแล้วครับ ส่วนการทำ
สะอาดก็ง่ายนิดเดียว หลังจากที่ดึง
เอาเซ็นเซอร์ออกอย่างนุ่มนวลแล้วก็
นำไปล้างด้วยน้ำสะอาด แล้วถูด้วย
แปรงสีฟันขนนุ่มๆ และอนุโลมให้ใช้
น้ำสบู่อ่อนๆ ได้ในกรณีที่ล้างด้วยน้ำ
แล้วยังสะอาดไม่พอ แต่ห้ามสารเคมี
ใดๆ ทั้งสิ้นนะครับ เพราะอาจจะทำ
ให้หน้าสัมผัสของเซ็นเซอร์เสียหาย
ได้ ที่เหลือก็แค่ประกอบกลับที่เดิมก็
เป็นอันว่าเสร็จสิ้นสำหรับ 1 ล้อแล้วล่ะครับส่วนล้อที่เหลือนั้นก็ปฏิบัติเช่นเดียวกันครับ
จริงๆ แล้วช่วงที่เหมาะสำหรับการถอดเอาเซ็นเซอร์ ABS ออกมาทำความสะอาดก็คือตอนเปลี่ยนผ้าเบรคนั่นเองครับ เพราะยังไงๆ ก็ต้องถอดล้อและคาลิเปอร์อยู่แล้ว ก็รบกวนช่าง (ที่สนิทๆ หน่อย) เค้าถอดเจ้าเซ็นเซอร์ดังกล่าวไปทีเดียวเลยครับ เพียงแต่ต้องคอยสอดส่องขั้นตอนหน่อยก็ดีครับ ก็ช่างแต่ละคนเค้าใส่ใจรถเหมือนเราซะที่ไหนล่ะ ?

วันอังคารที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2553

เมื่อไหร่ที่ควรจะเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง

เกือบ ทุกท่านคงทราบกันดีอยู่แล้วว่า สมรรถนะของรถขึ้นอยู่กับสภาพของเครื่องยนต์ และถ้าต้องการการตอบสนองที่ดียิ่งขึ้น ก็จะต้องดูแลสุขภาพของเครื่องยนต์ให้สมบูรณ์อยู่เสมอ โดยเฉพาะกับน้ำมันเครื่องที่เปรียบเสมือนเป็นเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงเครื่อง ยนต์ การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องตามระยะทาง (หรือเวลา) ที่จะกำหนดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ซึ่งก็เปรียบเสมือนการคืนความสดชื่นให้กับเครื่องยนต์ยังไงยังงั้น ว่าแต่ควรจะเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องเมื่อไหร่ดีล่ะครับ ?
สำหรับ ปัจจัยที่ชี้ชัดว่าควรจะเปลี่ยนถ่ายน้ำมันได้แล้วนั้น นอกจากระยะทางและระยะเวลาที่ยึดถือปฏิบัติกันอยู่แล้วนั้น ก็จะมีองค์ประกอบอื่นที่สำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งถ้าให้เรียงลำดับความสำคัญแล้วก็จะออกมาดังนี้ครับ
ความ ถี่ในการสตาร์ทขณะเครื่องเย็นมากๆ ทั้งนี้ก็เนื่องจากการที่เกิดการควบแน่นในขณะที่เครื่องเย็นมากกว่าปกตินั่น เองครับ แต่อันนี้บ้านเราไม่ค่อยเจออยู่แล้วครับ
สภาพแวดล้อม (หนาวเย็น) โดยรอบ คือ ต้องใช้ระยะเวลานานแค่ไหนกว่าที่เครื่องจะถึงอุณหภูมิทำงาน
ประสิทธิภาพในการทำความสะอาดของห้องเพลาข้อเหวี่ยง คือจะสามารถกัก
เอาสิ่งสกปรกไว้ไม่ให้ขึ้นไปหล่อลื่นชิ้นส่วนต่างๆ ด้านบนได้มากน้อยเพียงใด
ความสมบูรณ์ของเครื่องยนต์ กำลังอัดน้อยเท่าไหร่ การเสื่อมสภาพของน้ำมันเครื่องก็จะยิ่งมากตาม
ระยะทางที่ใช้ในชีวิตประจำวัน คือ ถ้าระยะทางที่ใช้แต่ละวันค่อนข้างสั้นและ
ใช้แต่ความเร็วต่ำ ก็จะทำให้น้ำมันเครื่องเสื่อมสภาพเร็วกว่าด้วย อันนี้ “นาย
T” ขอเสริมนิดนึงล่ะกันครับ ในกรณีที่ต้องประสบกับสภาพจราจรที่จอดนิ่ง
บ่อยๆ (โดยเฉพาะกับเมืองฟ้าอมรของเรา) ที่เครื่องยนต์ทำงานตลอด แต่รถ
ไม่เคลื่อนที่นั้น การเสื่อมสภาพของน้ำมันเครื่องและการสึกหรอของเครื่อง
ยนต์นั้นจะมากกว่าการขับแบบถนนโล่งๆ นะครับ เพราะฉะนั้นถ้าต้องประสบ
กับการจราจรที่แสนสาหัสล่ะก็ เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องให้เร็วขึ้นอีกนิดก็จะ
เป็นการดีกว่าครับ หรือกลับกัน ในกรณีที่ใช้ความเร็วสูงต่อเนื่องก็ทำให้น้ำมัน
เสื่อมสภาพเร็วกว่าด้วยเช่นกันครับ
ถ้า เป็นรถยนต์นั่งที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบ็นซิน ส่วนใหญ่ผู้ผลิตน้ำมันหล่อลื่นจะระบุให้เปลี่ยนถ่ายตามเกรดและประสิทธิภาพ ของน้ำมันเครื่อง หรือถ้าเป็นรถที่ไม่ค่อยได้ใช้งาน อย่างน้อยที่สุดก็ควรจะเปลี่ยนน้ำมันเครื่องทุกๆ ปี แต่ถ้าเป็นผู้ผลิตรถ จะระบุให้เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องทุกๆ 8,000-10,000 กม. หรือทุกๆ 6 เดือน (สำหรับน้ำมันเครื่องสังเคราะห์) แล้วแต่ว่าอย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน แต่ก็มีผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าถ้าต้องการการปกป้องสูงสุด ก็ต้องเปลี่ยนกันทุกๆ 5,000 กม. หรือ 3 เดือนนั่นแหละครับ พูดง่ายๆ ว่าเปลี่ยนยิ่งบ่อยก็ยิ่งยืดอายุของเครื่องนั่นเอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็จะหมายถึงค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นด้วยนั่นเองล่ะครับ
แจ้ง เตือนเมื่อถึงระยะที่ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องติดตัวมาจากโรงงาน ซึ่งนั่นทำให้การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้น และช่วยให้ผู้ขับไม่ต้องเป็นกังวลว่าจะใช้งานจนเกินระยะทางที่กำหนด แต่ถ้ารถคุณไม่มี (ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นเช่นนั้น) ก็ไม่ต้องกลัวไปครับ ตัวช่วยมีเยอะแยะ อย่างที่ “นาย T” นิยมใช้ก็จะเป็นการบันทึกลงในโทรศัพท์มือถือ ทั้งระยะทาง, วัน/เดือน/ปีที่เปลี่ยนถ่าย และแบรนด์-รุ่นของน้ำมันเครื่องที่ใช้ แต่ถ้าโทรศัพท์มือถือหายก็ตัวใครตัวมันละกันครับ หรือจะหากระดาษใบเล็กๆ จดรายละเอียดใส่ไว้ในช่องเก็บของก็ได้ครับ
ใน กรณีที่เป็นรถจอดมากกว่าวิ่ง อย่างน้อยๆ ก็ควรที่จะเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องทุกๆ 6 เดือน เพราะทุกครั้งที่เครื่องยนต์ทำงาน ภายในเครื่องยนต์จะมีคราบเขม่าและความชื้นจากการเผาไหม้ตกค้างอยู่นั่นเอง ครับ และความชื้นกับชิ้นส่วนต่างๆ ที่เป็นโลหะนั้นก็ไม่ค่อยจะถูกกันซะด้วยซิครับ ถึงจะจอดนิ่งๆ ก็เลี่ยงเรื่องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันไม่ได้นะครับ
ด้วย รูปแบบการใช้งานของแต่ละคนที่แตกต่างกัน ทำให้ความถี่ในการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องของรถไม่เท่ากัน เพราะบางคนอาจใช้รถแค่เดือนละ 1,000 กม. ในขณะที่บางคนเดือนเศษๆ ก็ถึงกำหนดเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องแล้ว ในกรณีที่ต้องการยืดระยะทางหรือเวลาในการเปลี่ยนถ่าย อันเนื่องมาจากไม่สะดวกที่จะต้องเข้ารับบริการบ่อยๆ ก็จะต้องกระโดดไปเล่นกับ Fully Synthetic Oil แล้วล่ะครับ แต่ไม่ว่าจะเลือกใช้น้ำมันเกรดใด ที่จะละเลยไม่ได้เลยก็คือต้องหมั่นตรวจสอบปริมาณและสภาพของน้ำมันเครื่อง อยู่เสมอด้วยล่ะครับ จริงๆ แล้วก็ทุกชนิดนั่นแหละครับ อ้อ อย่าลืมเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเครื่องและแหวนรองน็อตถ่ายน้ำมันเครื่องทุก ครั้งด้วยนะครับ