วันศุกร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2553

เข็มขัดนิรภัยในรถยนต์

เข็มขัดนิรภัยในรถยนต์เป็นอุปกรณ์ชนิดหนึ่ง ที่ช่วยเสริมสร้างความปลอดภัยให้กับ ผู้ขับขี่และผู้โดยสารรถยนต์ ซึ่งหากเกิดอุบัติเหตุเข็มขัดนิรภัยจะช่วยรั้งผู้ขับ ขี่ หรือผู้โดยสาร ให้ติดกับเบาะที่นั่ง ไม่กระเด็นออกนอกตัวรถหรือไปกระแทกกับส่วนของรถยนต์

สำหรับในประเทศไทยของเรา ได้มีการประกาศใช้กฎหมายที่บังคับให้ผู้ขับขี่รถยนต์ และผู้โดยสาร ที่นั่งตอนหน้าทุกคน ต้องคาดเข็มขัดนิรภัยทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2540

และก่อนจะมาเป็นเข็มขัดนิรภัยในรถยนต์ เข็มขัดนิรภัยได้ถูกนำมาใช้ครั้งในสมัยสงครามโลกครั้ งที่ 1 โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อป้องกันนักบินตกหล่นลงมาจากเคร ื่องบินในขณะบิน เพื่อทำการต่อสู้ทางอากาศ ซึ่งมีการบินโฉบเฉี่ยวไปมา รวมทั้งพลิกลำตัวเครื่องบิน และด้วยความปลอดภัยนี้เอง เข็มขัดนิรภัย จึงถูกพัฒนามาเป็นเข็มขัดนิรภัยในรถยนต์

ปัจจุบันเข็มขัดนิรภัยในรถยนต์มี 3 ประเภท คือ

ประเภทที่ 1 เป็นเข็มขัดนิรภัยแบบยึด 4 จุด มีลักษณะเป็นสายเข็มขัดที่ยึดติกับบริเวณของพื้นรถ 2 จุด เพื่อคาดบริเวณตักและอีก 2 จุด ยึดจากโรลบาร์ผ่านเบาะนั่งคนขับ มาบรรจบกับ 2 จุดแรก เข็มขัดนิรภัยแบบนี้นิยมใช้ในรถแข่ง เพราะให้ความปลอดภัยแก่นักแข่งรถสูงสุด

ประเภทที่ 2 เป็นเข็มขัดนิรภัยแบบยึด 3 จุด มีลักษณะเป็นสายเข็มขัดที่ยึดจากเสากลางหนึ่งจุด และยึดจากพื้นรถอีก 2 จุด เมื่อคาดเข็มขัดนิรภัยสายเส้นหนึ่ง จะคาดผ่านบริเวณไหล่ของคนนั่ง ส่วนอีกเส้นหนึ่งจะคาดผ่านบริเวณตัก ซึ่งเข็มขัดนิรภัยแบบยึด 3 จุดนี้นิยมใช้ในรถยนต์ทั่วไป โดยติดตั้งที่เบาะนั่งสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอ นหน้า

ประเภทที่ 3 เป็นเข็มขัดนิรภัยแบบยึด 2 จุด มีลักษณะเป็นสายเข็มขัดที่ยึดจากพื้นรถด้านหนึ่ง ไปอีกด้านหนึ่ง โดยคาดผ่านบริเวณตัก เข็มขัดนิรภัยแบบยึด 2 จุด มักจะใช้กับ ที่นั่งผู้โดยสาร ตอนหลัง แต่รถยนต์รุ่นใหม่บางรุ่นได้มีการเปลี่ยนเข็มขัดนิรภ ัยสำหรับผู้โดยสารที่นั่งตอนหลัง จาก 2 จุด เป็น 3 จุด ทั้งนี้เพื่อให้ผู้โดยสารที่นั่งตอนหลังมีความปลอดภั ยมากยิ่งขึ้น


ฉะนั้นเมื่อก้าวขึ้นรถไม่ว่า จะเป็นผู้ขับขี่หรือผู้โดยสารควรคาดเข็มขัดนิรภัยทุก ครั้ง โดยฝึกให้เกิดความเคยชิน ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ของตัวคุณเอง

วันอาทิตย์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2553

เมื่อเซ็นเซอร์ ABS สกปรก

เมื่อ ก่อนนี้จำได้เลยว่าระบบป้องกันล้อล็อคหรือ ABS : Anti-lock Braking System นั้นเป็นอะไรที่ค่อนข้างแปลกใหม่พอสมควร เพราะถ้าไม่ใช่รุ่นราคาแพงหรือตัวท้อปแล้วล่ะก็ ยากที่จะได้ใช้ครับ แต่ในยุคปัจจุบันนั้นไม่ใช่เลย เพราะไม่ว่าจะเป็นรถราคาถูกหรืออ๊อปชั่นน้อยแค่ไหน ก็จะมีระบบ ABS ไว้คอยรับใช้เสมอ ซึ่งก็เป็นธรรมดาที่พอมีระบบหรืออุปกรณ์อะไรใหม่เพิ่มเข้ามา ก็จะต้องการการดูแลรักษาเพิ่มขึ้นตามไปด้วยอีกนิดล่ะครับ
ถ้า ไฟเตือน ABS โชว์ โดยที่ระบบเบรคยังปกติ ก็อาจเป็นได้ว่าเซ็นเซอร์ ABS มันมอมแมมจนไม่อาจจะปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างที่ควรจะเป็น (นอกเหนือไปจากตัวเซ็นเซอร์หรือกล่องควบคุมเจ๊ง) แต่ “นาย T” คิดว่าถึงไฟเตือน ABS จะยังไม่โชว์
(แต่ใช้มาสักพักใหญ่ๆ) ก็สามารถ
ถอดเอาเซ็นเซอร์ออกมาทำความ
สะอาดได้ทุกเมื่อเช่นกันครับ ถ้ามือ
ซนและไม่เคยถอดเอาเจ้าเซ็นเซอร์
ดังกล่าวออกมาอาบน้ำเลยล่ะก็ (น้ำ
ที่มีดิน-โคลนติดมาด้วยนั้นไม่นับนะ
ครับ) จัดการเตรียมเครื่องไม้เครื่อง
มือไว้ได้เลยครับ เท่าที่ต้องใช้ก็จะมี
ประแจหรือกากบาทถอดน็อตล้อ, แม่
แรง+ตัวขัน, สามขา (เอาไว้รองตัว
รถแทนแม่แรงครับ), ประแจแหวน
หรือตัว T เบอร์ 10 กับ 12 และถุง
มืออีกคู่ครับ
แต่ “นาย T” บอกได้เลยครับว่างานนี้เหนื่อยพอสมควรเลยทีเดียว เพราะตำแหน่งของเซ็นเซอร์นั้นจะอยู่แถวๆ คอม้า ที่หากจะเอาออกมาทำความสะอาด ก็จะต้องถอดล้อออกด้วยนั่นเองครับ เริ่มตั้งแต่หาพื้นที่ราบได้ระดับ สำหรับการตั้งแม่แรงเพื่อยกรถขึ้น แต่อันนี้ต้องดูด้วยนะครับว่าแม่แรงที่ใช้นั้นเป็นรุ่นแบบไหน เพราะถ้า
ถ้าเป็นแม่แรงไฮดรอลิคตัวใหญ่ ที่
สามารถยกรถขึ้นและใช้สามขารองที่
จุดขึ้นแม่แรงได้ทั้ง 2 ฝั่ง อันนี้ก็ง่าย
หน่อย แต่ถ้าเล่นกับแม่แรงติดรถ ก็
ต้องแบ่งพื้นที่ที่สำหรับสามขาไว้รอง
รับน้ำหนักด้วย เพราะ “นาย T” ไม่
แนะนำให้ใช้แม่แรง (ติดรถ) เพียงตัว
เดียวในการยกรถขึ้น เพราะอาจเสี่ยง
ต่อการที่แม่แรงจะล้มพับได้นั่นเองล่ะ
ครับ ถ้าไม่สะดวกในเรื่องเครื่องไม้
เครื่องมือหรือสถานที่ เข้าอู่ที่ซี้ๆ หรือ
ศูนย์บริการดีกว่าครับ
หลัง จากที่ปลดระวางล้อออกจากดุมแล้ว ก็จะเห็นเซ็นเซอร์ ABS แล้วล่ะครับ จุดสังเกตนั้นก็ไม่ยากเลยครับ เจ้าอุปกรณ์ชิ้นนี้จะมีสายไฟต่อท้ายอยู่ด้วย เนื่องชิ้นส่วนต่างๆ ของช่วงล่างส่วนใหญ่จะไม่มีสายไฟมาเกี่ยวข้อง ก็เลยเป็นจุดสังเกต
ได้ง่ายกว่าชิ้นอื่นๆ นั่นเองครับ โดย
จะมีน็อตยึดอยู่ประมาณ 2-3 ตัว พอ
ถอดออกเจ้าเซ็นเซอร์ก็พร้อมจะไป
กับเราแต่โดยดีแล้วครับ ส่วนการทำ
สะอาดก็ง่ายนิดเดียว หลังจากที่ดึง
เอาเซ็นเซอร์ออกอย่างนุ่มนวลแล้วก็
นำไปล้างด้วยน้ำสะอาด แล้วถูด้วย
แปรงสีฟันขนนุ่มๆ และอนุโลมให้ใช้
น้ำสบู่อ่อนๆ ได้ในกรณีที่ล้างด้วยน้ำ
แล้วยังสะอาดไม่พอ แต่ห้ามสารเคมี
ใดๆ ทั้งสิ้นนะครับ เพราะอาจจะทำ
ให้หน้าสัมผัสของเซ็นเซอร์เสียหาย
ได้ ที่เหลือก็แค่ประกอบกลับที่เดิมก็
เป็นอันว่าเสร็จสิ้นสำหรับ 1 ล้อแล้วล่ะครับส่วนล้อที่เหลือนั้นก็ปฏิบัติเช่นเดียวกันครับ
จริงๆ แล้วช่วงที่เหมาะสำหรับการถอดเอาเซ็นเซอร์ ABS ออกมาทำความสะอาดก็คือตอนเปลี่ยนผ้าเบรคนั่นเองครับ เพราะยังไงๆ ก็ต้องถอดล้อและคาลิเปอร์อยู่แล้ว ก็รบกวนช่าง (ที่สนิทๆ หน่อย) เค้าถอดเจ้าเซ็นเซอร์ดังกล่าวไปทีเดียวเลยครับ เพียงแต่ต้องคอยสอดส่องขั้นตอนหน่อยก็ดีครับ ก็ช่างแต่ละคนเค้าใส่ใจรถเหมือนเราซะที่ไหนล่ะ ?

วันอังคารที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2553

เมื่อไหร่ที่ควรจะเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง

เกือบ ทุกท่านคงทราบกันดีอยู่แล้วว่า สมรรถนะของรถขึ้นอยู่กับสภาพของเครื่องยนต์ และถ้าต้องการการตอบสนองที่ดียิ่งขึ้น ก็จะต้องดูแลสุขภาพของเครื่องยนต์ให้สมบูรณ์อยู่เสมอ โดยเฉพาะกับน้ำมันเครื่องที่เปรียบเสมือนเป็นเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงเครื่อง ยนต์ การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องตามระยะทาง (หรือเวลา) ที่จะกำหนดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ซึ่งก็เปรียบเสมือนการคืนความสดชื่นให้กับเครื่องยนต์ยังไงยังงั้น ว่าแต่ควรจะเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องเมื่อไหร่ดีล่ะครับ ?
สำหรับ ปัจจัยที่ชี้ชัดว่าควรจะเปลี่ยนถ่ายน้ำมันได้แล้วนั้น นอกจากระยะทางและระยะเวลาที่ยึดถือปฏิบัติกันอยู่แล้วนั้น ก็จะมีองค์ประกอบอื่นที่สำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งถ้าให้เรียงลำดับความสำคัญแล้วก็จะออกมาดังนี้ครับ
ความ ถี่ในการสตาร์ทขณะเครื่องเย็นมากๆ ทั้งนี้ก็เนื่องจากการที่เกิดการควบแน่นในขณะที่เครื่องเย็นมากกว่าปกตินั่น เองครับ แต่อันนี้บ้านเราไม่ค่อยเจออยู่แล้วครับ
สภาพแวดล้อม (หนาวเย็น) โดยรอบ คือ ต้องใช้ระยะเวลานานแค่ไหนกว่าที่เครื่องจะถึงอุณหภูมิทำงาน
ประสิทธิภาพในการทำความสะอาดของห้องเพลาข้อเหวี่ยง คือจะสามารถกัก
เอาสิ่งสกปรกไว้ไม่ให้ขึ้นไปหล่อลื่นชิ้นส่วนต่างๆ ด้านบนได้มากน้อยเพียงใด
ความสมบูรณ์ของเครื่องยนต์ กำลังอัดน้อยเท่าไหร่ การเสื่อมสภาพของน้ำมันเครื่องก็จะยิ่งมากตาม
ระยะทางที่ใช้ในชีวิตประจำวัน คือ ถ้าระยะทางที่ใช้แต่ละวันค่อนข้างสั้นและ
ใช้แต่ความเร็วต่ำ ก็จะทำให้น้ำมันเครื่องเสื่อมสภาพเร็วกว่าด้วย อันนี้ “นาย
T” ขอเสริมนิดนึงล่ะกันครับ ในกรณีที่ต้องประสบกับสภาพจราจรที่จอดนิ่ง
บ่อยๆ (โดยเฉพาะกับเมืองฟ้าอมรของเรา) ที่เครื่องยนต์ทำงานตลอด แต่รถ
ไม่เคลื่อนที่นั้น การเสื่อมสภาพของน้ำมันเครื่องและการสึกหรอของเครื่อง
ยนต์นั้นจะมากกว่าการขับแบบถนนโล่งๆ นะครับ เพราะฉะนั้นถ้าต้องประสบ
กับการจราจรที่แสนสาหัสล่ะก็ เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องให้เร็วขึ้นอีกนิดก็จะ
เป็นการดีกว่าครับ หรือกลับกัน ในกรณีที่ใช้ความเร็วสูงต่อเนื่องก็ทำให้น้ำมัน
เสื่อมสภาพเร็วกว่าด้วยเช่นกันครับ
ถ้า เป็นรถยนต์นั่งที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบ็นซิน ส่วนใหญ่ผู้ผลิตน้ำมันหล่อลื่นจะระบุให้เปลี่ยนถ่ายตามเกรดและประสิทธิภาพ ของน้ำมันเครื่อง หรือถ้าเป็นรถที่ไม่ค่อยได้ใช้งาน อย่างน้อยที่สุดก็ควรจะเปลี่ยนน้ำมันเครื่องทุกๆ ปี แต่ถ้าเป็นผู้ผลิตรถ จะระบุให้เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องทุกๆ 8,000-10,000 กม. หรือทุกๆ 6 เดือน (สำหรับน้ำมันเครื่องสังเคราะห์) แล้วแต่ว่าอย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน แต่ก็มีผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าถ้าต้องการการปกป้องสูงสุด ก็ต้องเปลี่ยนกันทุกๆ 5,000 กม. หรือ 3 เดือนนั่นแหละครับ พูดง่ายๆ ว่าเปลี่ยนยิ่งบ่อยก็ยิ่งยืดอายุของเครื่องนั่นเอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็จะหมายถึงค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นด้วยนั่นเองล่ะครับ
แจ้ง เตือนเมื่อถึงระยะที่ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องติดตัวมาจากโรงงาน ซึ่งนั่นทำให้การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้น และช่วยให้ผู้ขับไม่ต้องเป็นกังวลว่าจะใช้งานจนเกินระยะทางที่กำหนด แต่ถ้ารถคุณไม่มี (ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นเช่นนั้น) ก็ไม่ต้องกลัวไปครับ ตัวช่วยมีเยอะแยะ อย่างที่ “นาย T” นิยมใช้ก็จะเป็นการบันทึกลงในโทรศัพท์มือถือ ทั้งระยะทาง, วัน/เดือน/ปีที่เปลี่ยนถ่าย และแบรนด์-รุ่นของน้ำมันเครื่องที่ใช้ แต่ถ้าโทรศัพท์มือถือหายก็ตัวใครตัวมันละกันครับ หรือจะหากระดาษใบเล็กๆ จดรายละเอียดใส่ไว้ในช่องเก็บของก็ได้ครับ
ใน กรณีที่เป็นรถจอดมากกว่าวิ่ง อย่างน้อยๆ ก็ควรที่จะเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องทุกๆ 6 เดือน เพราะทุกครั้งที่เครื่องยนต์ทำงาน ภายในเครื่องยนต์จะมีคราบเขม่าและความชื้นจากการเผาไหม้ตกค้างอยู่นั่นเอง ครับ และความชื้นกับชิ้นส่วนต่างๆ ที่เป็นโลหะนั้นก็ไม่ค่อยจะถูกกันซะด้วยซิครับ ถึงจะจอดนิ่งๆ ก็เลี่ยงเรื่องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันไม่ได้นะครับ
ด้วย รูปแบบการใช้งานของแต่ละคนที่แตกต่างกัน ทำให้ความถี่ในการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องของรถไม่เท่ากัน เพราะบางคนอาจใช้รถแค่เดือนละ 1,000 กม. ในขณะที่บางคนเดือนเศษๆ ก็ถึงกำหนดเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องแล้ว ในกรณีที่ต้องการยืดระยะทางหรือเวลาในการเปลี่ยนถ่าย อันเนื่องมาจากไม่สะดวกที่จะต้องเข้ารับบริการบ่อยๆ ก็จะต้องกระโดดไปเล่นกับ Fully Synthetic Oil แล้วล่ะครับ แต่ไม่ว่าจะเลือกใช้น้ำมันเกรดใด ที่จะละเลยไม่ได้เลยก็คือต้องหมั่นตรวจสอบปริมาณและสภาพของน้ำมันเครื่อง อยู่เสมอด้วยล่ะครับ จริงๆ แล้วก็ทุกชนิดนั่นแหละครับ อ้อ อย่าลืมเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเครื่องและแหวนรองน็อตถ่ายน้ำมันเครื่องทุก ครั้งด้วยนะครับ